pak9คุณปกรณ์  คชฤทธิ์
อาชีพ การเลี้ยงโคขุน

ประวัติการอบรมทางด้านปศุสัตว์
-    เทคนิคการใช้มันสำปะหลังเป็นอาหารโค ศูนย์ค้นคว้าและพัฒนาวิชาการอาหารสัตว์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
-    การเลี้ยงโคเนื้อ ศูนย์สาธิตการผลิตโคเนื้อครบวงจร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน
-    การดูแลสุขภาพโคเนื้อ ศูนย์สาธิตการผลิตโคเนื้อครบวงจร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน


ประวัติความเป็นมาของฟาร์ม

      เริ่มต้นทำธุรกิจการเลี้ยงโคขุนเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2547 โดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อทำเป็นอาชีพเสริมนอกเหนือจากงานประจำ บนที่ดินส่วนตัวที่มีพื้นที่อยู่ประมาณ 3 ไร่  โดยเริ่มต้นจากการขุนโคจำนวน 24 ตัว ด้วยโรงเรือนจำนวน 1 โรงเรือน แบ่งเป็น 2 คอก คอกละ 12 ตัว

      อาหารหลัก คือ อาหารข้น และ อาหารหยาบ สำหรับอาหารข้นทำการผลิตเองโดยใช้โม่ผสมปูนเป็นเครื่องผสม ส่วนอาหารหยาบจะใช้วัตถุดิบที่สามารถหาได้ในท้องถิ่น อาทิเช่น ต้นข้าวโพด สำหรับการขายโคขุนได้ทำการติดต่อโรงฆ่าสัตว์ในท้องถิ่นไว้ล่วงหน้าก่อนการขุนโค

      หลังจากเริ่มทำการขุนโคได้ 1 รุ่น ปรากฏว่าได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากผู้ซื้อ เนื่องจากคุณภาพของเนื้อดีเป็นที่พอใจของตลาด จึงทำให้ตัดสินใจขยายโรงเรือนเพิ่มเป็น 2 เท่า พร้อมทั้งเพิ่มปริมาณการขุนโคเพิ่มขึ้นเป็น 48 ตัว โดยโรงเรือนที่ขุนจะแบ่งโคเป็น 4 รุ่น รุ่นละ 12 ตัว ซึ่งสามารถทำการจัดการขุนโคให้พร้อมส่งขายได้เดือนละ 12 ตัว ทุก ๆ เดือน ทั้งนี้เนื่องจากการขุนโครุ่นหนึ่ง ๆ จะใช้เวลาการขุนอยู่โดยประมาณ 4 เดือนหรือ 120 วัน ซึ่งสามารถกล่าวได้ว่าเป็นเกษตรรายแรกของจังหวัดนครนายกที่ทำการขุนโคอย่างจริงจัง

    หลังจากประสบความสำเร็จในการขุนโคส่งตลาดท้องถิ่น จึงเป็นแรงผลักดันให้เริ่มต้นในการขยายธุรกิจออกไป โดยได้สมัครเข้าเป็นสมาชิกสหกรณ์โคเนื้อกำแพงแสน เพื่อทำการขุนโคเข้าสู่ตลาดบน โดยทำการขุนโคลูกผสมยุโรป โดยเน้นการขุนโคอายุน้อย (โคหย่านม) เพื่อให้ได้โคเนื้อที่มีปริมาณไขมันแทรกในเนื้อสูง ซึ่งจะใช้ระยะเวลาในการขุนประมาณ 8 เดือน จึงได้ตัดสินใจขยายโรงเรือนเพิ่มอีก 1 โรงเรือน โดยแบ่งโรงเรือนหนึ่งสำหรับขุนโคกำแพงแสน และอีกโรงเรือนสำหรับการขุนโคส่งตลาดท้องถิ่น พร้อมทั้งติดตั้งเครื่องผสมอาหารข้น เมื่อประมาณเดือน ธันวาคม 2547

      เมื่อได้มีประสบการณ์ในการขุนโคมากขึ้นจึงทำการปรับปรุงระบบการจัดการขุนโคขึ้นใหม่โดยการปรับปรุงอาหารข้น และอาหารหยาบ ผลที่ได้คือสามารถลดเวลาในการขุนโคลงจาก 120 วันให้เหลือเพียง 90 วัน โดยยังคงคุณภาพที่ดีของเนื้อที่ได้ ตลอดจนเปอร์เซ็นต์ซากสูงอีกด้วย สำหรับอาหารหยาบนั้นได้เลือกใช้ Pineapple Silage (สัปปะรดหมัก) จากบริษัท อาหารสยาม จำกัด (มหาชน) โดยต่อมาได้รับการแต่งตั้งให้เป็นผู้นำเข้าหลักสำหรับเขตจังหวัดนครนายก

     ประมาณต้นปี 2548 เมื่อปริมาณโคขุนมีจำนวนมากขึ้น จึงได้เกิดแนวคิดที่จะพัฒนาพันธุ์โคเนื้อที่ให้เปอร์เซ็นต์ซากที่สูง และคุณภาพเนื้อที่ดีขึ้น ให้ตรงกับความต้องการของตลาด จึงได้เริ่มทำการเลี้ยงแม่โค โดยเริ่มต้นจากการเลี้ยงแม่โคพันธุ์ผสมพื้นเมืองและยุโรป ต่อมาได้เข้าเป็นสมาชิกฟาร์มเครือข่ายปรับปรุงพันธุ์กบินทร์บุรี โดยที่ทางสถานีวิจัยทดสอบพันธุ์สัตว์ปราจีนบุรี โดยกรมปศุสัตว์ได้อนุมัติจำหน่ายแม่พันธุ์โคพันธุ์กบินทร์บุรีเมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน 2548 เพื่อทำการปรับปรุงและพัฒนาพันธุ์ต่อไป

    เมื่อต้นปี 2549 หลังจากประสบความสำเร็จในการขุนโคทั้งส่งสหกรณ์โคเนื้อกำแพงแสน และ โรงฆ่าสัตว์ท้องถิ่น จึงได้ตัดสินใจในการขยายโรงเรือนเป็น 4 โรงเรือน สามารถรองรับปริมาณโคได้ทั้งสิ้นสูงสุด 156 ตัว มีกำลังการผลิตโดยประมาณ 50 ตัวต่อเดือน

    ด้านการจัดการฟาร์ม
      - เพื่อคงความเป็นฟาร์มปลอดโรค ทางฟาร์มจะมีการจำกัดคนเข้าออกอย่างเคร่งครัด หากมีผู้ประสงค์เข้าเยี่ยมชมฟาร์มจะต้องเดินผ่านบ่อน้ำยาฆ่าเชื้อโรคทุกครั้ง  และเมื่อจัดซื้อโคเข้าใหม่ทุกครั้งจะต้องมีการทำวัคซีน พร้อมทั้งถ่ายพยาธิ กับโคทุกตัว
      - สำหรับโคขุนที่จะส่งกำแพงแสนจะต้องมีการตอนเพื่อเพิ่มปริมาณไขมันแทรกในกล้ามเนื้อ
      - มูลโค ทางฟาร์มจะทำการตากแดด และจำหน่ายให้กับเกษตรกรในท้องถิ่นในราคาต่ำเพื่อเป็นการสนับสนุนเกษตรกรสำหรับทำการเกษตรกรรม อาทิ สวนมะปราง สวนมะยงชิด สวนส้มโอ  ส่วนน้ำเสียจากคอกโคขุน จะไปรวมที่บ่อพัก และทางฟาร์มได้แนะนำให้เกษตรกรได้นำไปใช้ประโยชน์ทางการเกษตรโดยไม่คิดมูลค่า
    - อาหารข้น ทางฟาร์มจะทำการผลิตเองเพื่อควบคุมคุณภาพและลดต้นทุน โดยทางฟาร์มจะมีการติดต่อและประสานงานกับทางโรงฆ่าสัตว์เพื่อติดตามผลคุณภาพของเนื้อโคขุนอยู่เสมอ
       - มีการใช้ระบบบัญชีค่าใช้จ่ายเข้ามาควบคุม และวิเคราะห์ผลการดำเนินงาน เพื่อให้รับรู้ถึงต้นทุนที่แท้จริงของฟาร์ม

ปัจจัยหลักที่ทำให้การทำฟาร์มประสบผลสำเร็จ
-    จัดหาโคที่มีคุณภาพ ที่มีอัตราการเจริญเติบโตสูง
-    เลือกใช้วัตถุดิบที่มีราคาเหมาะสมและให้คุณภาพสูง
-    มีการดูแลสุขภาพโค อย่างใกล้ชิด
-    ควบคุมค่าใช้จ่ายอย่างใกล้ชิด ด้วยบัญชีต้นทุน
-    ติดตามข้อมูลข่าวสารใหม่ ๆ เพื่อพัฒนาความรู้
-    พบปะแลกเปลี่ยนข้อมูลและความรู้กับกลุ่มเกษตรกรอยู่เสมอ

pak10

การให้บริการที่เป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม

       1) ในปัจจุบันมักจะมีเกษตรกรภายในท้องถิ่นมาขอเข้าเยี่ยมชมฟาร์มและศึกษาหาความรู้อยู่เป็นประจำ ทั้งนี้ เกษตรกรบางส่วนได้รับคำแนะนำจาก     โรงฆ่าสัตว์ที่เป็นลูกค้าของฟาร์ม เนื่องจากทางโรงฆ่าสัตว์เองต้องการได้รับโคที่มีคุณภาพที่ดีเทียบเท่ากับทางฟาร์ม จากเกษตรกรรายอื่น ๆ ด้วย
       2)  ออกพบปะเกษตรกรโคขุนรายใหม่ ๆ เพื่อแลกเปลี่ยนความรู้
       3) ได้รับการแต่งตั้งจากปศุสัตว์อำเภอเมือง จังหวัดนครนายก ให้เป็นศูนย์การเรียนรู้การเลี้ยงสัตว์ประจำตำบลสาริกา (ด้านโคเนื้อและโคขุน)
       4) เป็นฟาร์มเครือข่ายปรับปรุงพันธุ์สัตว์กบินทร์บุรี ให้ความรู้แก่เกษตรกรที่มีความเชื่อผิด ๆ เกี่ยวกับลักษณะโค อาทิ หน้าแด่นหางดอกว่าเป็นโคที่มีลักษณะที่ไม่พึงประสงค์ แต่ทั้งนี้เนื่องจากโคพันธุ์กบินทร์บุรีเป็นโคลูกผสมพันธุ์ซิมเมนทอลจะมีลักษณะที่มีหน้าขาว แต่เป็นโคที่ให้ทั้งเนื้อ และนม ซึ่งให้ผลตอบแทนทางธุรกิจที่ดีพันธุ์หนึ่ง
             5) เป็นวิทยากรให้ความรู้หลักสูตร การเลี้ยงโคเนื้อ ภายใต้โครงการแปลงสินทรัพย์เป็นทุน จัดโดยสถานีวิจัยทดสอบพันธุ์สัตว์ปราจีนบุรี ตามหนังสือเลขที่ กษ 0605 / 89 ลงวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2548
        6) เป็นสถานที่สำหรับดูงานฟาร์มโคเนื้อ ตามการขอความอนุเคราะห์ ดูงานฟาร์มโคเนื้อ จากสถานีวิจัยทดสอบพันธุ์สัตว์ปราจีนบุรี สำหรับกลุ่มผู้เลี้ยง    โคเนื้อเพื่อกระจายพันธุ์และปรับปรุงโคเนื้อ ตามหนังสือเลขที่ กษ 0605 / 787 ลงวันที่ 4 พฤศจิกายน 2548
        7) เป็นสถานที่สำหรับดูงาน ตามการดำเนินโครงการฝึกอบรมเจ้าหน้าที่ส่งเสริมประจำอำเภอหลักสูตร “ พืชอาหารสัตว์และอาหารโคเนื้อ ” จัดโดยศูนย์วิจัยและพัฒนาอาหารสัตว์นครราชสีมา จำนวน 2 รุ่น ตามหนังสือเลขที่ กษ 0607 / 458 ลงวันที่ 12 มิถุนายน 2549
        8) ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นคณะกรรมการโครงการส่งเสริมการเลี้ยง   โคเนื้อล้านครอบครัวประจำจังหวัดนครนายก ตามหนังสือเลขที่ นย 0107 / ว.0028   ลงวันที่ 18 มกราคม 2549
         9)   รับซื้อโคของเกษตรกรภายในท้องถิ่นเพื่อเข้าขุนในราคายุติธรรม
        10) แนะนำให้เกษตรกรนำวัตถุดิบที่เหลือใช้ทางการเกษตร เช่น       ต้นข้าวโพดหวานที่หักแล้ว หรือ กระถินตากแห้ง มาขายให้กับทางฟาร์มในราคายุติธรรม


รวบรวมข้อมูลโดย
สำนักงานปศุสัตว์จังหวัดนครนายก
โทร. / โทรสาร 0-3731-1549
E-mail : This email address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it.